หน้าเว็บ

รายการล่าสุด

วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเส้นเลือดในสมองแตก

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น เมื่อเส้นเลือดในสมองแตก

สัญญาณเตือนโรคเส้นเลือดสมองแตก
อาการส่วนใหญ่ที่ทำให้ผู้ป่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล คือ มีอาการแขนขาอ่อนแรง อาจเป็นซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย บางคนหน้าเบี้ยว หรืออาจมาด้วยอาการชา ตาอาจจะมองเห็นภาพซ้อน หรือมองไม่เห็นข้างหนึ่ง หรือมองเห็นแค่ครึ่งหนึ่งของตาแต่ละข้างก็ได้ มีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเฉียบพลัน หรือเวียนศีรษะ อาเจียน อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการพูด ซึมลง หรือหมดสติ มีอาการชัก ซึ่งผู้ป่วยอาจมีอาการได้หลายๆ รูปแบบ แล้วแต่ตำแหน่งของสมองที่มีการขาดเลือด หรือมีเลือดออกในสมอง
แต่ปัญหาส่วนใหญ่ของคนไทยที่พบ คือ รอจนโรคเป็นมากแล้วค่อยไปหาหมอ ทำให้กว่าจะถึงมือหมอผู้ป่วยก็เป็นอัมพาตไปแล้ว ลองถามคำถามเหล่านี้กับตัวเองดูว่า คุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้บ่อยๆ หรือไม่
- มีอาการปวดหัวในตอนเช้าบ้างหรือไม่
- เคยรู้สึกว่าแขนไม่มีแรงบ้างหรือไม่
- เคยรู้สึกตาพร่ามัวบ้างหรือไม่
วิธีประถมพยาบาลเบื้องต้น เส้นเลือดฝ่อยในสมองแตกมาฝากค่ะ 
จดและจำเอาไว้กันนะคะเพื่อนๆ ดีมากๆ ค่ะ
*เมื่อวานนี้เพื่อนผมนอนๆ อยู่เส้นเลือดในสมองแตก, ลูกๆ ไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลทำให้ขณะนี้อาการอยู่ในขั้นวิกฤติจึงอยากแชร์....
วิธีการ ‘ปล่อยเลือด’ ช่วยชีวิตจาก ‘โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน’
(ท่านผู้ที่ดูแลพ่อแม่ควรรู้ไว้) จำให้แม่นๆ เอาไว้ช่วยชีวิตคนได้บุญ
แพทย์อาวุโสแผนโบราณของไต้หวัน ได้ถ่ายทอดวิธีการช่วยชีวิตจาก โรคหลอดเลือดในสมองแตกฉับพลัน ซึ่งลูกกตัญญูหลายท่านเสียใจว่า ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสได้อ่านเรื่องนี้..
เมื่อเส้นเลือดฝอยที่อยู่ในสมองแตก เลือดจะไหลซึมออกมาอย่างช้าๆ เมื่อพบกับสถานการณ์อย่างนี้ ขอให้ตั้งสติ ไม่ว่าช่วงจังหวะที่เกิดเหตุนั้นอยู่ ณ ที่ใด (ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องนอน หรือ ห้องนั่งเล่น) ขออย่าได้มีการเคลื่อนย้าย ผู้ป่วยเป็นอันขาด เพราะถ้ามีการเคลื่อนย้าย จะเป็นตัวช่วยเร่งรอยแตกของเส้นเลือดฝอยให้มากขึ้น
สิ่งแรกที่ควรทำคือ ประคองผู้ป่วยให้เอนนั่งตัวตรงมั่นคงก่อน ระวังอย่าให้ล้มเอนลงอีก
เคล็ดลับการปฐมพยาบาล (ปล่อยเลือด)..
ถ้าหากในบ้านมีเข็มฉีดยาอยู่ จะเป็นการดีที่สุด หากไม่มี ใช้เข็มเย็บผ้าก็ได้ แทงเข้าไปที่ปลายนิ้วมือ ทั้ง 10 ของผู้ป่วย (ไม่กำหนดจุดที่แน่นอน แค่ให้ห่างจากปลายเล็บนิ้วพอประมาณ) แทงให้มีเลือดไหลออกมา (ถ้าเลือดไม่ไหลออกมา ให้ใช้มือช่วยบีบได้) นิ้วละ 1 หยด ประมาณไม่กี่นาทีต่อมา ผู้ป่วยจะฟื้นตื่นขึ้นมา
ถ้ามีอาการปากเบี้ยว ให้ดึงหูทั้ง 2 ข้างของผู้ป่วยจนหูแดง ให้แทงที่ด้านล่างของใบหูทั้งสองข้างๆ ละ 2 ครั้ง (ติ่งหู) จนมีเลือดไหลออกมา เพียงไม่กี่นาทีปากก็จะกลับฟื้นคืนสภาพเดิมได้
และให้รอจนกระทั่งผู้ป่วยฟื้นคืนสภาพกลับมาเป็นปกติ โดยไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่ผิดปกติแล้ว จึงค่อยนำส่งต่อไปหาแพทย์
ถ้าหากรีบร้อนอุ้มขี้นรถพยาบาลไปหาแพทย์ทันที เกรงว่าในระหว่างทางจะเกิดอาการช็อคขึ้นมาก่อนไปถึงโรงพยาบาล เส้นเลือดฝอยในสมองของเขาอาจแตกเพิ่มจนเกือบหมด ในกรณีที่โชคดีไม่ถึงตาย ก็อาจกลายเป็นอัมพฤกษ์ หรือ อัมพาตก็ได้
ถ้าหากว่า พวกเราสามารถจดจำวิธีการนี้ จะสามารถช่วยเหลือได้ทันที ในช่วงระยะเวลาที่สั้นๆ นี้ สามารถทำให้ฟื้นคืนจากความตายได้ อีกทั้งยังช่วยให้รักษาที่โรงพยาบาลหลังจากนั้น จะมีความสมบูรณ์หนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์
หากคิดว่าเป็นประโยชน์ให้ช่วยส่งต่อ คุณพ่อแม่ของพวกเราอยู่ในวัยสุ่มเสี่ยง อาจได้ใช้ประโยชน์นะคะ


วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

"โรคติดเชื้อในกระแสเลือด"

"โรคติดเชื้อในกระแสเลือด" 
!! รู้ไว้ก่อนสาย เกินไป


คุณแม่ของผู้เขียน ได้ป่วยเป็นโรคนี้ จึงอยากเผยแพร่ ให้ท่านผู้อ่านที่รักสุขภาพ ได้รับรู้ ความเป็นมาของโรคนี้ และขอนำเรื่องภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดมานำเสนอเพื่อเป็นวิทยาทาน โดยเฉพาะปัจจุบันนี้เรามักจะได้ยินคำนี้กันมากขึ้น ขณะที่ก็ยังคงมีคนจำนวนไม่น้อยสงสัยว่าการติดเชื้อในกระแสเลือดคืออะไร มีอาการแบบไหนและเกิดขึ้นได้อย่างไร
แม่ของผู้เขียน แทบไม่มีอาการใดๆ แสดงให้เห็นว่า เป็นโรคนี้ เพราะใช้ชีวิตปกติ เหมือนคนธรรมดาทั่วไป แต่จะมีอาการเวียนหัว คลื่นไส้ และท้องผูก ท้องอืดท้องเฟ้อเป็นประจำ จึงคิดว่าเป็นเรื่องปกติทานยาแล้วน่าจะหาย เข้าๆออกๆ โรงพยาบาลอยู่เป็นประจำ จนเป็นเรื่องชินชาแล้ว แต่อยู่ๆ วันหนึ่งก็บอกเหนื่อยมาก ไม่มีเรี่ยวแรงจะลุก จะเดิน ไปไหน ต้องนอนอยู่กับที่ กินข้าวไม่อร่อย  ทานไม่ได้เลย แบบว่ากินอะไรเข้าไป ต้องอาเจียนออกมาหมด ในที่สุดต้องพาเข้าโรงพยาบาลอีกครั้ง เพ่ื่อให้หมอวินิจฉัยโรค และได้เจาะเลือดตรวจ ผลตรวจออกมาคือ ติดเชื้อในกระแสเลือด ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่แล้ว ที่เป็นมา เพราะแม่เปลี่ยนโรงพยาบาลบ่อยๆ เป็นว่าเล่น ทำให้หมอไม่กล้าให้ยาบางตัว แต่ต้องคอยให้ยาปฎิชีวนะ เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทางสายน้ำเกลือ ตลอดเวลา ทุกวันนี้คุณแม่ยังต้องนอนอยู่บนเตียงที่โรงพยาบาล เพราะยังช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จึงอยากให้ท่านผู้อ่าน ที่ได้อ่านบทความนี้ หากท่านมีเพื่อนหรือญาติ ที่กำลังเป็นหรือสงสัยรีบไปรับการรักษาเพื่อหาทางแก้ไข ป้องกันได้ท่วงทีค่ะ

รู้จักโรค

การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือภาษาชาวบ้านคือเลือดเป็นพิษ หมายถึงหมายถึงภาวะที่ร่างกายกำลังต่อสู้กับเชื้อโรค เช่น แบคทีเรีย ไวรัส หรือ เชื้อรา ซึ่งหากแพทย์บอกว่าติดเชื้อในกระแสเลือดก็มีโอกาสที่จะความดันเลือดต่ำเนื่องมาจากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายหรือสารพิษจากเชื้อโรคนั่นเอง
สำหรับสาเหตุของการติดเชื้อในกระแสเลือด มีเชื้อโรคอยู่หลายชนิดด้วยกันที่ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ แต่สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย และการติดเชื้อในทุกอวัยวะก็สามารถทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือดได้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการติดเชื้อในปอด(ปอดอักเสบ) การติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ(กรวยไตอักเสบ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ)  การติดเชื้อที่ผิวหนัง(ผิวหนังอักเสบจากแบคทีเรีย) การติดเชื้อในทางเดินอาหาร(ถ่ายเหลวจากการติดเชื้อ) การติดเชื้อในเยื่อหุ้มสมอง(เยื่อหุ้มสมองอักเสบ) 

อาการของผู้ป่วยโลหิตเป็นพิษเป็นอย่างไร

มีไข้สูงหนาวสั่น หรือบางรายอุณหภูมิต่ำกว่าปรกติหายใจหอบ
คลื่นไส้อาเจียน ท้องร่วงสับสน 
กระวนกระวาย หรืออาจจะซึมปัสสาวะออกน้อย
ผิวอาจจะอุ่น แดง หรือซีดและเย็นก็ได้ขึ้นกับระยะของโรค
ใจสั่น หัวใจเต้นเร็ว


เมื่อไรจึงจะวินิจฉัยว่าเป็นโรคโลหิตเป็นพิษ

การจะวินิฉัยว่าโลหิตเป็นพิษจะต้องมีเกณฑ์วินิจฉัยดังนี้
1.จะต้องมีแหล่งที่ติดเชื้อซึ่งอาจจะมีอาการหรือสิ่งตรวจพบดังต่อไปนี้เป็นการพิสูจน์ว่าผู้ป่วยกำลังมีการติดเชื้อ ซึ่งจะใช้การตรวจร่างกายร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อหาตำแหน่งที่กำลังมีการติดเชื้ออยู่ ได้แก่
  • การเอกซเรย์ เช่น เอกซเรย์ปอดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อในปอดหรือไม่
  • การตรวจอัลตราซาวน์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เช่น อัลตราซาวน์ช่องท้องเพื่อดูว่ามีฝีเกิดขึ้นในช่องท้องหรือไม่
  • การเจาะน้ำจากตำแหน่งต่างๆ เช่น น้ำไขสันหลัง น้ำในช่องท้อง น้ำในช่องปอด ตรวจพบเม็ดเลือดขาว หากพบแสดงว่ามีการติดเชื้อ
  • การตรวจปัสสวะ เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะหรือไม่
  • ไอเสมหะสีเหลืองหรือเป็นหนอง หรือตรวจรังสีทรวงอกพบว่าเป็นปอดบวม
  • มีการติดเชื้อที่ผิวหนัง
  • เพาะเชื้อจากเลือดพบตัวเชื้อ


2. เมื่อมีอาการหรือแหล่งที่ติดเชื้อตามข้อ 1 จะต้องมีการตรวจพบในข้อสองอีกสองข้อได้แก่
  • มีไข้มากกว่า 38 องศาหรือต่ำกว่า 36 องศา
  • หายใจมากกว่า 20 ครั้งหรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ
  • หัวใจเต้นเร็วมากกว่า 90 ครั้งต่อนาที
  • ตรวจพบเม็ดเลือดขาวมากกว่า12000 เซลล์ต่อมม หรือน้อยกว่า 4000 เซลล์ หรือมีเซลล์เม็ดเลือดขาวตัวอ่อนมากกว่า10%

หากมีอาการในข้อที่ 1 และมีการตรวจพบในข้อที่ 2 อีกสองข้อจะเข้าเกณฑ์ว่าเป็นภาวะโลหิตเป็นพิษ หรือภาวะติดเชื้อเข้ากระแสเลือด
3. เป็นเกณฑ์ของการประเมินว่าภาวะโลหิตเป็นพิษเป็นชนิด severe sepsis หรือไม่ หากปรากฎว่ามีข้อใดข้อหนึ่งก็แสดงว่าเป็น severe sepsis
  • ระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ หัวใจจะบีบตัวได้น้อยลง ความดันโลหิตก็จะยิ่งลดลง ยิ่งทำให้การส่งเลือดไปสู่อวัยวะต่างๆ น้อยลงไปอีกความดันโลหิตต่ำ ต้องใช้ยาเพิ่มความดันโลหิตโดยร่างกายไม่ขาดน้ำ
  • ปอด การแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนระหว่างปอดกับเลือดจะน้อยลง มีภาวะขาดออกซิเจน
  • ไตเสื่อม ปัสสาวะออกน้อยกว่า0.5ซซ/กม/ชมในเวลา 2 ชม
  • มีเกล็ดเลือดต่ำกว่า80,000
  • มีภาวะเลือดเป็นกรดpH<7.30 สูงกว่า 1.5เท่า
  • สมอง จะเกิดอาการสับสน วุ่นวาย หรือซึม จนถึงขั้นโคม่า ในที่สุด
  • ตับ ตับทำงานน้อยลงจะมีการคั่งของน้ำดี ทำให้มีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง และตับยังจะหยุดผลิตสารเคมีที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดไม่แข็งตัว เลือดจึงออกได้ง่าย
  • ระบบการแข็งตัวของเลือด นอกจากสารเคมีที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดซึ่งผลิตจากตับจะน้อยลงแล้ว ปริมาณเกล็ดเลือลดลงด้วย ทำให้เลือดออกง่าย ผู้ป่วยจะมีเลือดออกไม่หยุดเกิดขึ้นได้ในอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น ปอด สมอง ลำไส้ และเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตได้ในที่สุด

หลักการรักษา

1. การให้ยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยจะต้องให้ให้เร็วที่สุดก่อนที่ผลเพาะเชื้อจะออก แพทย์จะเริ่มให้ยาปฏิชีวนะทางหลอดเลือดโดยครอบคลุมเชื้อที่น่าจะเป็นสาเหตุ โดยพิจารณาจากอายุ โรคประจำตัวของผู้ป่วย แหล่งต้นเหตุของการติดเชื้อ รวมทั้งพิจารณาว่าเป็นการได้รับเชื้อจากภายในโรงพยาบาล หรือจากภายนอกโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อผลการเพาะเชื้อสามารถระบุชนิดเชื้อ และความไวของเชื้อต่อชนิดยาปฏิชีวนะได้แล้ว แพทย์ก็จะเปลี่ยนชนิดยาให้เหมาะสมต่อไป
2.การกำจัดต้นเหตุที่มีการติดเชื้อ และทำให้เกิดภาวะพิษเหตุติดเชื้อ/ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด เช่น หากผู้ป่วยใส่สายสวนปัสสาวะอยู่ แล้วมีการติดเชื้อที่กรวยไต ก็ต้องนำสายสวนปัสสาวะออก ถ้าจำเป็นต้องใส่ ก็ต้องเปลี่ยนเส้นใหม่ หรือหากมีการติดเชื้ออักเสบเป็นหนองในบริเวณไหน ก็ต้องเจาะระบายเอาหนองออก เป็นต้น
3. การให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอโดยการให้ออกซิเจนอย่างเพียงพอ การเพิ่มความดันโลหิตโดยประเมินจากระดับ lactate ในเลือดให้ต่ำกว่า 4
4. การให้สารน้ำอย่างเพียงพอ เมื่อได้สารน้ำอย่างเพียงพอแล้วหากความดันโลหิตไม่เพิ่มจะต้องได้รับยาเพิ่มความดันโลหิต
5. การเติมเลือดในกรณีที่ความเข็มของเลือดต่ำกว่า 30
6. การควบคุมเบาหวานให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปรกติ
7. การใช้เครื่องช่วยหายใจ
8. การรักษาประคับประคอง ได้แก่ การให้ยาลดไข้ ให้ยาลดกรดป้องกันภาวะเลือดออกจากความเครียด

ใครบ้างที่มีโอกาสเสี่ยงติดเชื้อในกระแสเลือด? 
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่นผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ป่วยโรคเอดส์ ก็มีแนวโน้มที่จะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น 
  • เด็กแรกเกิด เพราะว่าระบบภูมิคุ้มกันยังไม่เจริญพัฒนาได้ดีพอ เด็กแรกเกิดจะมีโอกาสติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่าย ซึ่งอาการหลักก็คือมีไข้ และเด็กแรกเกิดจำเป็นต้องได้รับยาปฎิชีวนะ 
  • ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่ป่วยเป็นเบาหวาน โรคเรื้อรัง ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อในกระแสเลือด  
  • ผู้ที่ทำการเปลี่ยนอวัยวะที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเพื่อลดโอกาสที่จะร่างกายจะต่อต้านอวัยวะที่เปลี่ยนใหม่ ก็จะติดเชื้อในกระแสเลือดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป   
  • ผู้ที่ได้รับยาเคมีบำบัด 


ถ้าผู้ป่วยมีอาการของการติดเชื้อในกระแสเลือด โดยทั่วไปจะมีไข้เป็นหลัก หนาวสั่น 
หัวใจบีบตัวเร็ว หรือหายใจเร็ว สับสน ปัสสาวะออกน้อย ซึ่งบางคนอาจมีผื่นขึ้นตามตัว หรือปวดตามข้อมือ ข้อศอก หลัง สะโพก หัวเข่า และข้อเท้า ดังนั้นจึงต้องรีบนำผู้ป่วยไปพบแพทย์ทันที 
อย่างไรก็ตาม ภาวะการติดเชื้อในกระแสเลือดเป็นเรื่องที่รักษาได้ค่อนข้างยาก เพราะเริ่มต้นมาจากการติดเชื้อที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง หลังจากนั้นเชื้อก็จะแพร่พันธฺ์กระจายไปตามกระแสเลือด ดังนั้นการรักษาก็คือให้ยาที่จำเพาะตรงกันกับเชื้อ ซึ่งในทางปฎิบัตินั้นทำได้ค่อนข้างลำบากเพราะบ่อยครั้งที่ตรวจเพาะเชื้อไม่พบ หรือหาอวัยวะเริ่มต้นที่มีการติดเชื้อไม่พบ ทำให้ไม่ทราบว่าน่าจะติดเชื้อโรคชนิดใด แพทย์จึงต้องใช้ยาที่สามารถฆ่าเชื้อได้หลากหลายชนิดแบบที่เรียกว่าครอบคลุมกันหมด เพราะหากเกิดการติดเชื้อจนทั่วร่างกายแล้ว ระบบการทำงานของอวัยวะต่างๆจะทำงานผิดปกติและค่อยๆหยุดทำงานลงจนเสียชีวิตได้ในที่สุด


                                                                                             ขอบคุณข้อมูล http://www.siamsport.co.th
siamhealth.ne

วันเสาร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

บทสวดมนต์ชำระใจ

บทสวดมนต์ที่ใช้สวดทุกวันพร้อมคำแปล

เราเป็นคนไทยนับถือศาสนาพุทธที่พึ่งที่เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของเราคือพระพุทธศาสนา โดยมี พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นรัตนตรัย เป็นที่พึ่งแห่งจิต ของเรา เมื่อใดก็ตามหากเรารู้สึกสับสน เครียด หรือคิดอะไรไม่ออก แนะนำให้สวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมาธิ แล้วความคิด สติดีๆ ก็จะบังเกิดขึ้นค่ะ  ขอให้ผู้อ่านเจอให้นำไปปฏิบัติตามจงพบแต่ความสุขและสิ่งดีงามในชีวิตนะคะ

เริ่มสวดได้เลยค่ะ

                                                บทสวดบูชาพระรัตนตรัย


อิมินาสักกาเรนะพุทธังอะภิปูชะยามิ
อิมินาสักกาเรนะธัมมังอะภิปูชายามิ
อิมินาสักกาเรมะสังฆังอะภิปูชะยามิ


บทกราบพระรัตนตรัย


อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ
สะวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม
ธัมมัง นะมัสสามิ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สังฆัง นะมามิ 


คำแปล 
พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ดับแล้วซึ่งเพลิงกิเลสเพลิงทุกข์สิ้นเชิง 
ตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง 
ข้าพเจ้าขออภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน (กราบ) 
พระธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว 
ข้าพเจ้าขอนมัสการซึ่งพระธรรม (กราบ) 
พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ประฟฤติปฏิบัติดีแล้ว
ข้าพเจ้าขอกราบไหว้ซึ่งพระสงฆ์ (กราบ) 

ขอขมาพระรัตนตรัย
วันทามิ พุทธัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต 
วันทามิ ธัมมัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต
วันทามิ สังฆัง สัพพะเมโทสัง ขะมะถะเม ภันเต 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
(นะโม 3 จบ) 

มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ
ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ

คำแปล

(ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอศีล ๕ ข้อพร้อมทั้งพระรัตนตรัยเพื่อประโยชน์แก่การจะรักษาต่างๆกัน)

บทสวดมนต์ ไตรสรณคมน์
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ 
ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 
ตติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ 
ตติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ 
ตติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ 

คำแปล
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สอง ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก 
แม้ครั้งที่สาม ข้าพเจ้าขอถือเอาพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก 

อาราธนาศีล 5
ปาณาติปาตา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 
อทินนาทานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 
กาเมสุมิจฉาจารา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 
มุสาวาทา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 


สุรา เมระยะ มัชชะ ปะมาทัฏฐานา เวระมณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ 


ถวายพรพระ (อิติปิ โส ๆ)
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัม พุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ (พระพุทธคุณ)
สะวากขาโต ภะคะวตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหีติ (อ่านว่า วิญญฮีติ) (พระธรรมคุณ)
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะคะสังโฆ ญายะ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิ ปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง จัตตาริ ปุหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ (สังฆคุณ)

ชัยมงคลคาถา (พาหุงฯ)

พาหุงสะหัสสะมะภินิมมิตะสาวุธันตัง ครีเมขะลัง อุทิตะโฆระสะเสนะมารัง ทานาทิธัมมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุเต* ชะยะมังคะลามิ

มารติเรกะมะภิยุชณิตะสัพพะรักติง โฆรัมปะนาพะวะกะมักขะมะถัทธะยักขัง ยันตีสุทันตะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะสานิ

นาพาคิริง คะชะวะรัง อะติมัตตะภูตัง ทาวัคคิจักกะมะสะมีวะ สุทารุณันคัง เมตตัมพุเสกะวิธินา ชิตะวา นึนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
อุกขิตตะขัคคะมะติหัตถะสุทารุณันตัง ธาวันติโยชะนะปะถังคุลิมาละวันตัง อิทธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
กัตตะวานะ กัฏฐะมุทะรัง ชะนะกายะมัชเณ สันเตนะ โสมะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
สัจจัง วิทายะ นะติสัจจะกะวาทะเกตุง วาทาภิโรปิตะมะนัง อะติอันธะภูตัง ปัญญปะทีปะชะลิโต ชิตะวา มุมินโท ตันเตชเสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
นันโทปะนันทะภุชะคัง วิพุธัง มะหิทธิง ปุตเตนะ เถระภุชะเคนะ ทะมาปะยันโต อิทธปะเทสะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตังเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
ทุคคาหะทิฏฐะหัตถัง พรัหมัง** วิสุทธิชุติมิทธิพะกาภิธานัง ญาณาคะเทนะ วิธินา ชิตะวา ทุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต* ชะยะมังคะลานิ
เอตาปิ พุทธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โยวาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะวิวิธานิ จุปัททะวานิ โมกขัง สุขัง อะธิคะเมยยะ นะโร สะปัญโญ

ชัยปริตร (มหากาฯ)
มะหาการุณิโก นาโถ หิตายะ สัพพะปา ณินัง ปูเรตวา ปาระมี ปัตโต สันโพธิ มุตตะมัง เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ โหตุ เต* ชะยะมังคะลังฯ
ชะยันโต โพธิยา มูเล สักยานัง นันทิวิฑ ฑ ฒะโน เอวัง ตะวัง วิชะโย โหหิ**
ชะยัสสุ ชะยะ มังคะเล อะปะราชิตะปัลลังเก สีเส ปะฐะวิโปก ขะเร อะถิเสเก สัพพะพุทธานัง
อัคคัปปัตโต ปะโมทะติฯ สุนักขัตตัง สุมังคะลัง สุปะถาตัง สุหุฏฐิตัง สุขะโณ สุมุหุตโต
จะสุยิฏฐัง พรัหมะ**** จาริสุ ปะทักขิณัง กายะกัมมัง วาจากัมมัง ปะทักขิณัง มะโนกัมมัง
ปะณิธีเต ปะทักขิณา นิ กัตวานะ กัตวานะ ละภันตัตเถ ปะทักขิเณฯ
ภะวะตุ สัพพะทังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะพุทธานุถาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต* ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต* ฯ
ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง รักขันตุ สัพพะเทวะตา สัพพะธัมมานุภาเวนะ สะทา โสตถี ภะวันตุ เต* ฯ

อิติปิโส เท่าอายุ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนถตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ สัตถา เทวะมะนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ
ให้สวดเกินอายุ ๑ จบ เช่น อายุ ๔๒ ปี ตัองสวด ๔๒ จบ


บทแผ่เมตตาแก่ตนเอง
อะหัง สุขิโต โหมิ
ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข
นิทุกโข ไหมิ
ปราศจากความหุกข์
อะเวโร โหมิ
ปราศจากเวร
อัพยาปัชโฌ โหมิ
ปราศจากอุปสรรคอันตรายทั้งปวง
อะนีโฆ โหมิ
ปราศตากความทุกข์กายทุกข์ใจ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
มีความสุขาย สุขใจ รักษาเตนให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์
สัพเพ สัตตา
สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพือนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น
อะเวรา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีเวร แก่กันและกันเลย
อัพยาปัชฌา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
อะมีฆา โหนตุ
จงเป็นสุขเป็นสุขเถืด อย่าได้มีความทุกข์กายทุกข์ใจเลย
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ
จงมีความสุขาฟรสุขใจรักษาตนให้พันจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิดฯ

หลังจากแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์แล้ว พึงทำสมาธิสักพักแล้วสวดแผ่ส่วนกุศลต่อ
บทแผ่ส่วนกุศล
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตาโหนตุ มาตาปิตะโร
ขอส่วนบุญนี้จงสำเร็จแก่มารดาบิดาของ ข้าพเจ้า ขอให้มารดาบิดาของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ญาดิทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตาโหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ญาดิทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง ลัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ญาดิทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง ลัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ญาดิทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ญาดิทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้ามีความสุข
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพสัตตา
ขอส่วนบุญมี้จงสำเร็จแก่ส้ตว์ทั้งหลายทั้งปวง ขอให้สัตว์ทั้งหลายทั้งปวเทีความสุขทั่วหน้ากันเทอญ

กรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร
ข้าพเจ้าขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรีอภูมิใดก็ตเม ขอให้ท่านได้รับผลยุญนี้แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ช้าพเจ้า ด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ





วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าจากคนต่างจังหวัด

เรื่องเล่าจากคนต่างจังหวัด




ดอกหญ้า ณ นครพนม
กรุงเทพมหานคร
จุดเริ่มต้นและความหวังของคนต่างจังหวัด
ที่คิดจะฝากชีวิตไว้ที่นี่ ยอมจากบ้าน จากครอบครัว จากท้องนาอันเป็นที่รัก เพราะความยากจน ความอยากได้อยากมี ความสำเร็จในการงาน ทุกคนจึงมุ่งหน้ามาที่นี่ บางคนก็ได้ดี มีเงินกลับไป บางคนก็แพ้พ่าย และมาพบจุดจบที่นี่...
ผู้เขียนก็เป็นอีกคนหนึ่ง ในคนจากบ้าน ที่เข้ามาหางานทำในกรุงเทพมหานคร มาด้วยกระเป๋าเสื้อผ้า 1 ใบ พร้อมใบวุฒิบัตร และเงินในกระเป๋าที่มีไม่กี่พัน หวังว่าจะเอาความรู้ที่ร่ำเรียนมาเพื่อมาสร้างอนาคตที่สดใส อยู่ที่นี่ ไม่ได้รู้จักใคร ไม่มีเส้นสายใหญ่ในการเข้าทำงาน ที่ไหนมีประกาศรับสมัครงาน ก็ไปมันทุกที่แหละ ช่วยไม่ได้เนาะก็ไม่รู้จักใครจริงๆ บ้านหลังแรกของฉันคืออพา่ร์ทเม้นท์ 9 ชั้น อยู่รวมกับเพื่อนทั้งหมด 5 คน ที่มาหางานพร้อมกันเจ้าของอพาร์ทเม้นท์เขาไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ค่ะ เพราะมาอยู่กันเยอะเกิน แต่ก็ขอต่อรองกับเขาว่าเมื่อไหร่ได้งานแล้วจะแยกย้ายกันไป ใช้ความพยายามหางานอยู่ หลายเดือนในที่สุดก็ได้งานค่ะ หายากจริงๆเลยค่ะ งานนี่เงินเก็บที่มีอยู่ก็เริ่มหร่อยหรอ จึงต้องโทรขอเงินเพิ่มจากทางบ้านที่จากมา "แม่จ๋าเดือนนี้ลูกเพิ่งได้งานลูกจำเแป็นต้องใช้เงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพ" " ไหวไหมลูก ถ้าไม่ไหวก็กลับบ้านเราเถอะ" คำพูดจากปากของแม่ที่ฟังแล้วน้ำตาไหล ไม่กลับหรอกแม่ ยังไงก็ได้มาแล้วต้องเดินหน้าต่อไปแม้จะลำบากแค่ไหนก็ต้องทำงานให้ได้ กลับไปเดียวเขาดูถูกเอา จากวันนั้น จนถึงวันนี้มันยังก้องในหัวใจเสมอมา เงินเดือนทุกเดือนจะได้มากน้อย ก็ต้องทยอยส่งกลับไปอย่างสม่ำเสมอ ครอบครัวของฉันมีอาชีพเป็นชาวนา ไม่รวย และไม่จนมาก ฐานะพอปานกลาง และไม่ได้เป็นหนี้เป็นสินใคร อยู่กันด้วยความพอเพียงเลี้ยงชีพกันไป เพราะอยากช่วยแบ่งเบาภาระทางบ้านบ้างหลังจากหมดฤดูทำนาแล้ว ก็จะพากันมาหางานทำกันต่อไป ทุกวันนี้ถือว่าดีขี้นไหม ฐานะทางบ้านก็เริ่มดีขึ้นบ้าง บ้านหลังเก่าก็สร้างเป็นหลังใหม่ ด้วยน้ำพักน้ำแรงของ ผู้เขียน และน้องชายอีกคน ที่ส่งเงินไปให้เสมอมา สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อสอนเสมอมาคือ ไม่ว่าจะไปอยู่ถิ่นฐานใด ให้เป็นคนขยัน ซื่อสัตย์ และรู้จักให้ทาน สม่ำเสมอ ทำให้ครอบครัวของเรา ไม่เคยมีเรื่องเดือดร้อน หรือเรื่องผิดศัลธรรมเลย ค่ะ  ใช้ศีล5 และสตินำทางเสมอมา 

วันศุกร์ที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2559

วันพุธที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2559

สุขภาพดี .. ด้วยสมุนไพรไทย

สุขภาพดี .. ด้วยสมุนไพรไทย

"สมุนไพรพื้นบ้าน ที่หาได้ง่ายๆ และมีคุณประโยชน์มากมายที่คุณอาจยังไม่รู้" 

"โดยหลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม"  


"กะเพรา"
พืชสมุนไพรอีกชนิดที่ได้ทานกันบ่อย เช่นผัดกะเพรา มีสรรพคุณใช้เป็นยา

เช่น ใบสด คั้นเอาน้ำรับประทาน ช่วยขับเหงื่อ แก้ไข ขับเสมหะ หรือใช้ทาผิวแก้กลาก เกลื้อน ใบตากแห้ง ชงกับน้ำร้อนดื่มบำรุงร่างกาย ช่วยขับลมในเด็ก

"หญ้าหนวดแมว"
ใช้เป็นยาได้ ทั้งต้น คือ ราก ใบ
ลำต้น นำมาต้มดื่ม แก้กระษัย ไตพิการขับปัสสาวะ ขับนิ่ว ลำน้ำตาลในเลือด แก้ความดันโลหิตสูง ขับล้างพิษในระบบทางเดินปัสสาวะ ไตและตับ แก้โรคหนองใน


"กระถินไทย"
ยอดอ่อน ฝักอ่อน และฝักที่กำลังแก่ดี
นำมาเป็นเครื่องเคียงทานกับน้ำพริก ส้มตำอร่อยอย่าบอกใคร ในส่วนที่ใช้เป็นยา เช่นยอดอ่อน ฝัก นำมาทานสดเป็นยาบำรุงหัวใจ แก้โรคหัวใจ ช่วยขับระดูในคุณสุภาพสตรี ดอกนำมาทานสด ช่วยบำรุงตับ บำรุงประสาทตา เมล็ดคั่วให้เกรียมบดเป็นผงชงดื่ม แก้โรคเบาหวาน



"ตำลึง"
เป็นพืชผักที่มักนำมาทำเป็นอาหารได้หลายอย่าง ทั้งยังนำมาเป้นยาได้ด้วย
เช่นใบสด โขลกพอกรักษางูสวัด ไฟลามทุ่ง ถอนพิษบุ้งร่าน แก้พิษหมามุ่ยอีสุกอีใส เริม โรคลมพิษ เถา โขลกคั้นเอาเฉพาะน้ำ ใส่สารส้มนิดหน่อย ใช้หยอดตาแก้ตาแฉะ ตาแดง

"ขี้เหล็กบ้าน"
พืชสมุนไพรที่สามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ เช่นใบอ่อน ดอก นำมาทำแกงขี้เหล็ก แกงคั่ว กินเป็นอาหารทำให้ถ่ายคล่อง แก้ท้องผูก ดอกนำมาตำผสมน้ำแก้รังแคบนหนังศรีษะ เปลือกน้ำมาต้มดื่มแก้ริดสีดวง แก้ร้อนใน กระสับกระส่าย แก่นต้นขี้เหล็ก นำมาตากแดดให้แห้ง ใช้ต้มหรือฝนดื่ม แก้ปวดประจำเดือน แก้ไข้ แก้น้ำเหลืองเสีย


เตยหอม"
เป็นพืชสมุนไพรที่ใช้แต่งสี-กลิ่นของขนมหวานได้ และมีสรรพคุณทางยาคือใบ หั่นตากแดดพอหมาดๆ ค่วให้เหลือง ชงกินต่างน้ำชา แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ราก ต้มดื่มขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้กระษัย แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย

"แคขาว"
เป็นอีกหนึ่งสมุนไพรที่ทำเป็นอาหารได้ เช่นดอก และใบอ่อน นำมาลวกจิ้มน้ำพริกหรือใช้ทำเป็นยา โดยนำใบสดมาทานเป็นยาระบาย  ตำให้ละเอียดพอกแก้ฟกซ้ำ ใบและดอก แกงส้ม รับประทานแก้ไข้หัวลม แก้ไข้เปลี่ยนฤดู

"พลู"
เป็นสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน ผู้สูงอายุสมัยก่อนมักนำมาทานกับหมาก มีตัวยารักษาโรคภายนอก คือ ใบสด  1-2 ใบ โขลกผสมกับเหล้าขาว หรือแอลกอฮอล์ ทารักษาอาการผื่นคัน ลมพิษ แมลงสัตว์กัดต่อย หรือโขลกผสมกับน้ำ ทาแก้โรคกลากเกลื้อน

"มะระขี้นก"
เป็นสมุนไพรอีกชนิด ที่นำมากินเป็นอาหารได้ เช่น ต้มจิ้มน้ำพริกก็อร่อยล้ำมีสรรพคุณ คือใบสด คั้นน้ำดื่ม แก้ท่อน้ำดีอักเสบ เจริญอาหาร ดอก ชง
น้ำดื่มแก้หอบหืด ผล บำรุงน้ำดี เจริญอาหาร บำรุงร่างกาย หั่นตากแห้งชง

"ผักชีไทย"
สมุนไพรที่ใช้ทำกับข้าว เช่นต้มยำ แกงจืด หรือเมนูต่างๆ ช่วยให้สีสันและรสชาติดีขึ้น  ทั้งต้น ต้มรมแก้ก้นออก ตำพอกแก้ผื่นคัน แก้โรคไฟลามทุ่ง
แก้ปวดศรีษะ ต้มดื่มแก้ไอ ไข้หวัด เมล็ดใช้คั่วแล้วนำมาบด ผสมสุรารับประทานแก้ริดสีดวงทวารหนัก

"สมอไทย"
เป็นพืชสมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ถึงกับมีพระพุทธรูปปางฉันท์ผลสมอ ส่วนที่ใช้เป็นยาคือ ดอก ต้มดื่มแก้บิด ลูกอ่อน เป็นยาระบาย ลูกแก่ทานสด ขับเสมหะ แก้ไอเจ็บคอ  ดองกับน้ำมูตรโค แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้อ่อนเพลีย

"ฝรั่ง"

นี่ก็เป็นผลไม้ที่คนชอบทานประจำมีสรรพคุณ คือใบ เคี้ยวดับกลิ่นปากแก้ท้องร่วง ยอดอ่อน ต้มน้ำดื่ม หรือปิ้งไฟชงน้ำดื่ม หรือตากแห้งชงดื่ม แก้ท้องร่วง ท้องบิด ลูกอ่อน กินสดแก้ท้องเสีย ลูกสุก ทานสดเป็นยาระบาย
"ข่า"
เวลาทำกับข้าว เช่นต้มยำจะขาดมิได้เลยเชียว นอกจากมีคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังมีคุณค่าทางยา คือ ช่วยขับแก๊สในลำไส้ขับเสมหะ เป็นต้น และนำมาเป็นยารักษาโรคได้ด้วย เช่นใบ ต้มอาบแก้ปวดเมื่อยตามข้อ ดอก-ใบ โขลกผสมเหล้าโรง ทาแก้กลากเกลื้อน เหง้า ตำกับมะขามเปียกและเกลือให้สตรีรับประทานหลังคลอดช่วยขับน้ำคาวปลา

"โหระพา"
เวลาทำแกงเขียวหวาน มักนำมาโรยหน้าเพื่อให้มีกลิ่นหอม มีสรรพคุณทางยา คือ ใบ ต้มดื่มช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ลมวิงเวียน ตำพอกหรือประคบแก้ไขข้ออักเสบ เมล็ด แช่น้ำดื่มช่วยในการขับถ่าย

"ฟ้าทะลายโจร"
พืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่งที่รู้จักกันดี เพราะมีสรรพคุณหลายอย่าง เช่น ทั้งต้น ต้มดื่ม แก้หวัด แก้ปวดท้อง ตำผสมเหล้าขาวทาแก้งูสวัด ใบตากแห้งบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งทำเป็นยาลูกกลอน ทานเป็นยาอายุวัฒนะ

"สะระแหน่"
พืชสมุนไพรที่ใช้โรยหน้าอาหารจำพวก ยำ พล่า ลาบ ช่วยลดกลิ่นคาว และช่วยให้ดูสวยงามน่าทาน มีสรรพคุณทางยาคือ ใบ นำมาบด พอกหรือทาแก้ผื่นคัน แก้ปวดบวม หรือทานสด ช่วยดับกลิ่นปาก ชงดื่มหรือบดเอาน้ำแก้หืด แก้ปวดท้อง ขับลม แก้จุกเสียด

















   "สมุนไพรพื้นบ้าน เผยแพร่เพื่อเป็นธรรมทาน"
                                        

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2559

เที่ยวไทยไปด้วยกันค่ะ


 เที่ยวเมืองไทยไม่ไปก็ไม่รู้ จริงมั้ยคะ?

 อุทยานแห่งชาติ ..แก่งกระจาน "By mai "

เที่ยวเมืองไทย ไม่ไปก็ไม่รู้ ผู้เขียนขอถ่ายทอดบรรกาศการไปเที่ยวที่เพชรบุรี ที่ครั้งนึงเคยได้มีโอกาสไปเที่ยวกับเพื่อนๆมาแชร์ เพื่อบอกเล่าสู่กันฟัง นะคะ 
การเดินทางสามารถ เดินทางได้ทั้งรถตู้ รถส่วนตัว

แม่น้ำโดยรอบ ที่พัก...สามารถลงไปเล่นได้ค่ะ

บริเวณที่พัก..เป็นบ้านไม้เป็นหลังๆ มีหลายแบบ ทั้งห้องเดี่ยว ห้องรวม เช็คอินเข้าที่พักและไปกันต่อ


เตรียมตัวลุย ทางทีมงาน เขาจะมีเสื้อชูชีพให้ใส่คนละตัว และกระเป๋าใส่โทรศัพท์แบบกันน้ำค่ะ


พร้อมแล้วก็ขึ้นเรือ กันเลย..

ใครไม่ถนัดพายเรือ จะมีจนท.พายให้อยู่ด้านหลังเรือให้เรา พร้อมดูแลความปลอดภัยตลอดเวลาค่ะ


ทีมจนท. ที่นำเที่ยวช่วยพายเรือและดูแลเราอยู่ห่างๆค่ะ...

นำ้ใสไหลเชี่ยวมากๆๆ ค่ะ..แต่ก็ไม่ได้ลึกมาก ถ้าจุดไหนอันตราย เขาจะห้ามไม่ให้เข้าไปค่ะ

พายเรือล่องแก่งกันค่ะ...

ใครไม่อยากนั่งพายเรือ..เค้าอนุญาตให้ลงเล่นน้ำได้ค่ะ..แตาต้องลงตามจุดที่กำหนดไว้เท่านั้นนะคะ.

ลงจากเรือแล้ว  จะมาถึงอีกจุดหนึ่ง...ที่จะต้องไปต่อ....

เช็คสมาชิกกันให้ให้ครบ....


มาขับรถซิ่งกันต่อ...ใครใจไม่กล้าพอ แนะนำให้ซ้อนท้ายเข้าไว้นะคะ 

เอ้าพร้อมแล้ว ลุยยยยยย...

พวกหนู ขอฉายเดี่ยว....555

อุปสรรค...ของการขับรถนี่คือ..ต้องบังคับรถให้ดีๆ  ไม่อย่างนั้นจะชน ต้นไม้และลงหลุม 555




มาลองเล่นสไลด์เดอร์ที่นี่กันดูค่ะ แนะนำว่าต้องเกาะกันเป็นกลุ่มๆ นะคะ

ตกลงมาแล้วสภาพเป็นที่เห็นกันนี่ล่ะค่ะ...

สำลักน้ำค่ะ...55

ได้เวลาขึ้นเรือ..ทางทีมงานพาเที่ยวเขาจะพาเรานั่งเรือไปชมวิว ตามปแม่น้ำกันค่ะ...

เลือกที่นั่งกันตามอัธยาศัย...

เป็นบรรยากาศตอนเช้าๆ สวยงามมากค่ะ..เหมือนทะเลหมอกควัน

บริเวณทิวทัศน์ รอบๆ แม่น้ำ


บรรยากาศบนเรือ...

เดินทางกันต่อ.....



เกาะกลางแม่น้ำ...


เหนื่อยแล้วกลับที่พักกันค่ะ..บรรยากาศสไตล์คันทรีๆ....

ศาลานั่งเล่น ริมแม่น้ำ ...

ที่พักทานข้าวเที่ยง..

เมนูเด็ด ของที่นี่จะเป็นยำผักกูด.....เพราะมีขึ้นเยอะมากค่ะรอบๆรีสอร์ทเลยก็ว่าได้..

มื้อเช้าก่อนเดินทางกลับ

เครื่องเล่นคลายเครียด 555 มันเหมือนถึงน้ำขนาดใหญ่ให้เราเข้าไปนั่งเลน และวิ่งเลนกันข้างในค่ะแต่มันนิ่มมากค่ะ

เข้าไปวิ่งเล่นกันค่ะ สนุกดี...

จุดแวะถ่ายภาพ...

แวะถ่ายภาพ และชมวิวสวยๆ ก่อนกลับ


เดียวมาอัพเดทต่อค่ะ...